กว่าจะเป็น สามชุก ตลาดร้อยปี

     คำว่าสามชุกปรากฎหลักฐานอยู่ในโคลงนิราศสุพรรณของท่านสุทรภู่ ซึ่งเดินทางโดยเรือมาด 4 แจวมากับบุตรชายและคนนำทาง จากวัดเทพธิดารามในปี 2384 คำว่า สามชุก กระชุก หรือสีชุก หมายถึงภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปทรงฟักตัด สำหรับใส่สินค้าหรือของป่า ถ้าสานแบบผ่าซีก ซ้อนสะกัดปิดหัวท้ายในเกวียนใส่ข้าวเปลือกมาโรงสี
     อีกนัยหนึ่ง อาจารย์สุภร ผลชีวิน เขียนไว้ในหนังสือนิทานย่านสุพรรณว่า หมายถึง "สามแพร่ง" ด้วยมีสินค้าบรรทุกเรือมาจากทางเหนือ ( นครสวรรค์ ) และมาาจากทางใต้
คือ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม มาจอดเรือเรียงรายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกรรมและของป่าที่บรรทุกเกวียนมาจากทางตะวันตกของสามชุกเป็น 3 ทางด้วยกัน และบ้าน "สามเพ้ง" ซึ่งเป็นตลาดแห่งที่ 2 ก็ปรากฎอยู่ในนิราศสุพรรณ์เช่นกัน

     ในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ตลาดสามชุกที่เป็นบ้านเรือนริมน้ำ ตั้งแต่ใต้วัดสามชุกขึ้นมา ก็เลื่อนขึ้นมาปลูกเป็นเรือนแถวต่อ ๆ กัน ที่บ้านสามแพ่งเกิดซอย 2 ซอย 1 ผู้อพยพเข้ามาภายหลังก็เกิด ซอย 3 ซอย 4 ตามลำดับ  เมื่อเกิดอำเภอใหม่ขึ้นทางเหนือ อำเภอนางบวช ซึ่งตั้งอยู่บริเวณวัดบ้านทึงตั้งแต่ปี 2437 ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านสาชุกในปี 2454 และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสามชุกในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นเมืองท่าแห่งการค้าขายริมแม่น้ำเจริญรุ่งเรืองมากด้วยแม่น้ำท่าจีนเป็นเส้นทางค้าขายจากกรุงเทพฯ ถ้าปากน้ำโพมาแต่อดีตในช่วงประมาณปี 2480 - 2510 แต่เศรษฐกิจสะพัดมาก
     ปี 2510 เรือโดยสารหมดไป ด้วยมีถนนเกิดขึ้น ตัดผ่านเข้าไปในทุกสถานที่ บทบาทของการคมนาคม ทางน้ำ ลดลงจนหมดไปในที่สุดประกอบกับส่วนข้าราชการย้ายออกไป ผู้คนย้ายออกไปอยู่รอบนอก พอเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุดปี 2540 เกิดตลาดนัด รายรอบสามชุกทุกวันทุกชุมชน ตลาดสามชุกก็แทบสิ้นลมหายใจ นอนขายกันทีเดียว
     ปี 2542 สุขาภิบาลยกระดับขึ้นเป็นเทศบาลทำให้เกิดแนวคิดของนายกเทศมนตรี ที่จะกระจายอำนาจการบริหารไปสู่ชุมชน ก่อตั้งชุมชนในเขตเทศบาลขึ้น และกรมธนารักษ์
สุพรรณบุรี มีโครงการรื้อเรือนแถวซอย 1 - 2 เพื่อสร้างอาคารคอนกรีต จึงมีการรรวมตัวของภาคประชาชนในชุมชน ปรึกษากันถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยในตลาดขึ้น
     ปี 2543 จึงได้มีการจัดต้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาตลาดสามชุก จากผู้ที่อาสาเข้ามาร่วมคิดร่วมทำ มีนายพงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดฯ  จัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีต่าง ๆ จากการมีส่วนร่วมของชุมชน  วางแผนในการพัฒนาปรับปรุงตาดด้วย
     ปี 2545 มูลนิธิชมุชนไท ได้ชวนชาวตลาดสามชุกเข้าร่วมโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ โดยการสนับสนุนของ พอช. และ สสส. นำเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดำเนิน
กระบวนการทำงาน
     ปี 2546 ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 12 เมืองนำร่องโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ด้านเมืองเก่า ด้วยการเข้ามาช่วยคณะกรรมการให้สามารถขับเคลื่อน
กระบวนการพัฒนาด้วยพลังของประชาชน ในวิธีการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด จนประสบผลสำเร็จ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะเสร็จสิ้นโครงการไปตั้งแต่ปี 2549 ก็ตาม
     นับว่าเราแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจได้เสร็จสิ้นชัดเจนในปี 2550 จนกลายเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชีวิตในเชิงอนุรักษ์ อันเป็นความสำเร็จของประชาชน
ที่เข้มแข็งยิ่ง โดยใช้กิจกรรมในการรวมคน รวมใจ มีจุดหมายเดียวกันคือ รักษาความเป็นสามชุกตลาดร้อยปีไว้ให้ยิ่งยืนตราบนานเท่านาน และจะยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับ หนึ่งสมองสองมือ กับหนึ่งใจ ของทุกคนมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อ "สามชุกตลาดร้อยปี"
     ปี 2547 จากการเปิดตัว โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ด้านการอนุรักษ์เมืองเก่า เราเริ่มเป็นที่รู้จักด้วยเรามีเมืองเครือข่ายทั่วประเทศ สื่อต่าง ๆ นักท่องเที่ยว
แวะเวียนเข้ามาชุม มาชิม มาแล้วมาอีก เสน่ห์ของเรา อยู่ที่อัธยาศัยไมตรี อบอุ่น เป็นกันเองมีรอยยิ้ม ต้นรับขับสู้อย่างจริงใจ อาหารอร่อย ๆ ที่ติดใจ ต้องกลับมาอีกครั้ง และอีกครั้ง
     ปี 2548 ความภาคภูมิใจที่เหนือความคาดหวังคือการได้รับการคัดเลือกจาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ได้รับประราชทานรางวัล "อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทองค์กร" จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    ปี 2550 กรมศิลปากร "ให้พื้นที่และอาคารในตลาดสามชุกเป็น โบราณสถานที่มีความสำคัญย่านประวัติศาสตร์ชุมชน" อนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ต่อไป
    ปี 2550 ได้รับรางวัล อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
    ปี 2551  สำนักงานเลขาธการสอทการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ยกย่องให้เป็น "สังคมแห่งการเรียนรู้ต้นแบบ"
    ปี 2552 องค์การ ยูเนสโก ประกาศให้สามชุกตลาดร้อยปี "เป็นองค์กรภาคประชาชนที่อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมประเภท "ดี" ในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก" ที่ชุมชนเข็มแข็ง จนสามารถพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แก่วิถีชีวิต และเศรษฐกิจจนกลับคืนมาได้สำเร็จ
     จาก 2543 จนถึงวันนี้ ความสำเร็จของเรา เกิดขึ้น "จากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง" ด้วยกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีน้ำใจ เข็มแข็ง เสียสละ อดทน ทำทุกอย่างด้วยตัวเราผู้ใหญ่ที่มาเยื่ยมเยือน สื่อมวลชน นักท่องเที่ยว เป็นกำลังใจที่ล้ำค่ายิ่งในยามท้อ พี่เลี้ยงที่ประคับประคองเราทุกเรื่อง ที่พึ่งพาทางใจนอกเหนือจากพระรัตนตรัยอันเป็นศูนย์รวมจิตใจอันยิ่งใหญ่คือเจ้าพ่อหลักเมืองสามชุก ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้มั่นคงและความศรัทธาของคนในชุมชนที่มีต่อผู้นำจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะพาไปสู่ความสำเต็จอย่างงดงาม

ปัญหาอุปสรรค์
      ความไม่เข้าใจกัน ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือ ความคิดเห็นไม่ตรงกันับระบบราชการ ปัญหาการเมืองบ้าง ส่วนราชการไม่ได้เข้ามาสนับสนุนบ้าง แต่ทุกปัญหาก็ผ่านไปได้
ผลที่ได้รับ
     ทุกคนในชุมชนมีความสุข ลูกหลานกลับมาช่วยค้าขาย เศรษฐกิจดีถ้วนหน้า เกิดความภาคภูมิใจกับการได้เป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรมริมแม่น้ำ
ผลเสียที่ตามมา
     วิถีชีวิตของคนในชุมชนเริ่มเปลี่ยนแปลงมีเวลาให้กันน้อยลง มองหาผลประโยชน์ บางคนไม่สนใจปฏิบัติตามกติกาชุมชน เห็นแก่ตัว ไม่สามารถทำกฎหมายมาใช้ได้ รถติด
ที่จอดรถไม่พอในวันเทศกาลต่าง ๆ ด้วยมีพื้นที่จำกัด

ค้นหา สามชุก

Copyright 2003-2009 samchuk.in.th . All rights reserved.
System Requirement : Internet Explorer 7.0+, Firefox, Opera, Safari | 1280x800 Resolution | Flash Player 8.0+
Hosted By : Colorpack.net
ขายป้ายสังกะสี